อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คุณหิวง่าย


อาหารพวกแป้ง เช่น ข้าว เกี๋ยวเตี๋ยว ขนมปัง ของหวาน แม้แต่ผลไม้ที่มีรสหวาน ที่เรารับประทานจะถูกเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลในกระแสเลือด น้ำตาลจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่า อินซูลิน (insulin) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงาน หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นไขมันสะสมไว้

หลังรับประทานอาหารประเภทแป้งใหม่ๆ จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เรารู้สึกสดชื่น มีพลัง แต่ไม่นานนัก เมื่อเราประกอบกิจกรรมต่างๆ น้ำตาลก็จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงาน และไขมันเพื่อสะสมไว้ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง เราจะเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย และ หิว เมื่อหิวเราก็รับประทานอาหารอีก ซึ่งถ้าเป็นประเภทแป้งหรือน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่ซึ่งเป็นแบบวิธีการบริโภคของคนทั่วๆไป เราก็จะรู้สึกดีขึ้น แต่ไม่นานนักเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลงจากการถูกใช้เป็นพลังงานและการเปลี่ยนเป็นไขมัน ระดับน้ำตาลที่ลดลงหลังจากรับประทานอาหารพวกแป้งไปสักระยะหนึ่งนี่เองที่เป็นตัวส่งสัญญาณให้เราเติมน้ำตาลให้กับเลือด นั่นคือ ความหิว เราก็จะกลับเข้าสู่วัฏวักรของความหิวใหม่

ปัญหาก็คือ สำหรับคนทั่วไป เมื่อร่างกายต้องการพลังงาน แทนที่ร่างกายจะหันไปหาไขมันที่สะสมไว้กลับเรียกร้องหาอาหารเพิ่มเติมผ่านสัญญาณจากระดับน้ำตาลในเลือดที่ลดลง  แล้วทำอย่างไรล่ะจึงจะทำให้ร่างกายหันไปเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้ มีอยู่ 3 วิธีให้เลือกคือ การออกกำลังกาย การอดอาหาร หรือ ไม่ก็ตัดการป้อนแป้งและน้ำตาลใหักับร่างกาย

การออกกำลังกาย หรือ การอดอาหาร มักจะได้ผลในระยะสั้น ดังที่ทุกท่านทราบดี แต่การอดแป้ง และป้อนร่างกายด้วยโปรตีนและไขมันแทน จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อนข้างคงที่ในระดับต่ำ ไม่หิวบ่อย ร่างกายจะถูกปรับสภาพให้หันไปหาไขมันเพื่อสร้างพลังงาน คล้ายๆ กับเมื่อเราออกกำลังกาย หรือ อดอาหาร กลยุทธนี้ได้ผล เพราะไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงปฏิบัติได้ในระยะยาว

กลไกในการสะสมไขมันในร่างกายของมนุษย์

บางคนคิดว่า ไขมันที่สะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกายของเราเกิดจากการที่เรารับประทานอาหารประเภทไขมัน (dietary fat) เข้าไป มีการศึกษาจำนวนมากที่ยืนยันว่า ไขมันที่เรารับประทานเข้าไปไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นไขมันและสะสมใต้ผิวหนังเสมอไป ในทางตรงกันข้าม ร่างกายของเรามีขบวนการเปลี่ยนอาหารประเภทแป้งไปเป็นไขมันที่ชัดเจน โดยมีฮอร์โมนอินซูลิน(insulin)เป็นกลไกหลัก

ร่างกายของคนเราที่ได้วิวัฒนาการมา ได้สร้างกลไกในการสะสมพลังงานที่ได้จากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในรูปของไขมันตามใต้ผิวหนังส่วนต่างๆ กลไกสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ ฮอร์โมนอินซูลินซึ่งควบคุมการดูดซึมอาหารเข้าสู่กระแสเลือดในรูปของน้ำตาล ซึ่งส่วนหนึ่งจะถูกใช้ไปเป็นพลังงาน และส่วนที่เหลือจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมเอาไว้ ถ้าปริมาณอาหารที่เรารับประทานเข้าไปสมดุลย์กับพลังงานที่เราใช้ ก็ย่อมจะไม่มีการสะสมพลังงานในรูปไขมัน แต่ภาวะสมดุลย์ที่ว่านี้เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดขึ้นได้ยากมาก เนื่องจากความเจริญของสังคมมนุษย์ที่ทำให้เราใช้แรงงานน้อยลง และมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ขึ้น คนส่วนใหญ่จึงรับประทานเกินกว่าที่จะใช้เป็นพลังงานให้หมดไปได้ ซึ่งอาจจะแก้ไขได้ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็มีคนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ หรือถึงทำได้ก็ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือ การรับประทานอาหารประเภทแป้งเป้งหลัก ทำให้เราตกอยู่ใน วัฏจักรของความหิว ไม่รู้จบ และนำมาซึ่งภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรือ โรคอ้วนในที่สุด

ลดการบริโภคแป้งช่วยควบคุมน้ำหนักได้อย่างไร


การงดหรือลดการบริโภคอาหารพวกแป้งและน้ำตาลจะช่วยตัด วัฏจักรของความหิว นั่นคือ ลดระดับอินซูลิน โดยร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนกลูคากอน (glucagon) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายดึงไขมันที่สะสมอยู่มาเผาผลาญเป็นพลังงาน

เมื่อร่างกายถูกจำกัดปริมาณแป้งและน้ำตาลที่บริโภคเข้าไป ก็จะหันไปเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่แทน เรียกภาวะการนี้ว่า คีโตซิส (ketosis) เพราะมีการผลิตคีโตน (ketone) เพิ่มขึ้นในเลือดในขณะที่ระดับน้ำตาลคงที่ และระดับอินซูลินลดลง ถ้าเรารักษาภาวะคีโตซิสไว้ได้ด้วยการงดการบริโภคแป้งและน้ำตาล แต่บริโภคโปรตีนและไขมันแทน เราจะไม่หิวง่าย และน้ำหนักของเราจะลดลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องอดอาหาร

โดยทั่วไป เราจะงดหรือลดแป้งลงให้น้อยที่สุดในช่วงแรก เพื่อให้ร่างกายเปลี่ยนสู่ภาวะคีโตซิส ลดน้ำหนักลงมาถึงจุดที่พอใจ แล้วเราอาจจะเริ่มรับประทานอาหารพวกแป้งได้ โดยควบคุมให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ ซึ่งจะทำให้เราได้รับความสุขจากการรับประทานอาหารที่เราชอบได้ต่อไป ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถตรวจวัดว่าร่างกายของเราเข้าสู่ภาวะคีโตซิสหรือยัง โดยการตรวจวัดปริมาณคีโตนในปัสสาวะด้วยแถบวัดคีโตน