|
Written by
|
|
พฤหัสบดี, 14 เมษายน 2005 00:00 |
การที่มีน้ำหนักขึ้น ๆ ลง ๆ นั้น เราเรียกว่า yo-yo dieting ค่ะ ซึ่งวารสารของสมาคมการแพทย์สหรัฐอเมริกาเขาบอกว่า การกระทำแบบนั้น ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของเราแย่ลง โดยนักวิจัยจาก Fred Hutchins on Cancer Research Center กล่าวว่า การรักษาน้ำหนักให้คงที่นั้น เป็นผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่วนการปล่อยให้น้ำหนักตัวขึ้น ๆ ลง ๆ นั้น ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
นักวิจัยเขาได้ศึกษาเรื่องนี้ จากการสัมภาษณ์ผู้ที่มีน้ำหนักมากเกินไปจำนวน 114 คน ทั้งหมดเป็นคนที่มีสุขภาพดี และมีผู้สูงอายุรวมอยู่ด้วย ได้มีการสอบถามถึงการลดน้ำหนักในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในระยะยาว จะอ่อนประสิทธิภาพลงเมื่อมีการลดน้ำหนัก ในทางตรงกันข้าม หากผู้หญิงรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ได้เป็นเวลานานหลายปี อย่างน้อย 5 ปี จะมีเซลที่ช่วยกำจัดไวรัสได้มากกว่าผู้ที่ไม่รักษาระดับน้ำหนักตัวถึง 40 เปอร์เซ็นต์
ผู้เชี่ยวชาญบอกอีกว่า ผลการศึกษาที่ออกมานี้ ไม่ได้เป็นการบอกให้ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เลิกลดน้ำหนัก แต่เป็นการบอกว่า อย่ามีพฤติกรรม yo-yo dieting
|
|
LAST_UPDATED2 |
|
|
Written by
|
|
จันทร์์, 11 เมษายน 2005 00:00 |
|
สาว ๆ ที่สรรหานมเปรี้ยวมาดื่ม ด้วยคิดว่ามันจะทำให้ผอมเพรียวเหมือนนางแบบที่ออกมาโฆษณาผลิตภัณฑ์ เห็นที่จะต้องเปลี่ยนความคิดซะใหม่แล้วล่ะค่ะ
นมเปรี้ยวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากการนำนมมาหมักด้วยจุลินทรีย์ ที่ไม่ทำให้เกิดโรค จุลินทรีย์จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและทำปฏิกิริยากับน้ำตาลแลคโตส ซึ่งเป็นน้ำตาลธรรมชาติในนม เกิดกรดแล็กติกที่มีรสเปรี้ยว ได้นมที่มีลักษณะเป็นครีมข้น ๆ เรียกว่า โกเกิร์ต และในบ้านเรานิยมเติมน้ำตาล น้ำเชื่อม น้ำผลไม้ลงไป หรือทำให้เหลวแล้วเติมน้ำตาล และแต่งรสผลไม้เป็นนมเปรี้ยวชนิดดื่ม ซึ่งกำลังนิยมกันมาก
ด้วยความที่นมเปรี้ยวทำมาจากนม คุณค่าทางโภชนาการจึงใกล้เคียงกับนมสด เป็นแหล่งอาหารที่ดีของโปรตีนและแคลเซียม เหมาะสำหรับผู้ที่ดื่มนมสดแล้ว มีอาการไม่สบายท้อง จากน้ำตาลแลคโตส ก็สามารถได้ประโยชน์จากนม โดยการกินโยเกิร์ตแทน
นมเปรี้ยวที่นิยมดื่มกันส่วนใหญ่ มีนมเป็นส่วนประกอบเพียงร้อยละ 35-50 ที่สำคัญนมเปรี้ยวชนิดดื่มเหล่านี้ มีน้ำตาลสูงถึงร้อยละ 8 -20 สูงกว่านมหวานมาก และยังสูงใกล้เคียงกับน้ำอัดลมด้วย เมื่อดื่มนมเปรี้ยว 1 กล่อง (180 มล.) จะได้น้ำตาลมาด้วย 3 ช้อนชา บางยี่ห้อมีถึง 7 ช้อนชา ในขณะที่นักโภชนาการแนะนำเพียงวันละ 6 ช้อนชา การดื่มนมเปรี้ยววันละ 2 กล่อง ก็หมดโควตาแล้ว และหากยิ่งดื่มมาก แทนที่จะผอม จะกลายเป็นอ้วน เพราะนมเปรี้ยวให้พลังงานพอ ๆ กับนมจืด และสูงกว่านมพร่องมันเนย แต่มีโปรตีน แคลเซี่ยม วิตามิน และแร่ธาตุอื่นเพียงครึ่งเดียว ไม่ต้องหวังว่าจะได้รับประโยชน์จากจุลินทรีย์ที่มีชีวิต เพราะกระบวนการผลิตแบบยูเอชพี จุลินทรีย์ก็ตายหมดแล้ว
แต้ถ้าอยากดื่นมมจริง ๆ และไม่อยากอ้วน ควรดื่มนมจืดพร่องมันเนยมากกว่า
|
|
LAST_UPDATED2 |
|
Written by
|
|
จันทร์์, 11 เมษายน 2005 00:00 |
เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการรับประทานอาหารที่มีรสหวานจัด หรือที่มีน้ำตาลมากเกินไปจะทำให้อ้วนได้ และเมื่อเกิดเป็นโรคอ้วนขึ้นมาแล้ว สารพัดโรคร้ายก็จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน หัวใจ หลอดเลือด รวมทั้งโรคที่เกี่ยวกับการนอนหลับ หลาย ๆ คนทราบถึงผลเสียดังกล่าว ก็พยายามหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสหวานจัดเหล่านี้ และคิดว่า ตัวการสำคัญที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มก็คือ น้ำตาลกลูโคส ที่อยู่ในของหวานเหล่านั้นนั่นเอง จากนั้น บางคนกันไปรับประทานของหวานที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลฟลุคโตสแทน เช่น น้ำผึ้ง น้ำเชื่อมจากข้าวโพด ผลไม้ต่าง ๆ อีกทั้งปัจจุบันผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม อย่างน้ำอัดลม หรือ ซอฟต์ดริงค์ ก็จะหันมาใช้น้ำตาลฟลุคโตสเป็นส่วนผสมในอาหารกันมากขึ้น ทำให้นักวิจัยได้หันมาสนใจบทบาทของน้ำตาลฟลุคโตสในอาหารกันมากขึ้น
งานวิจัยล่าสุดพบว่า น้ำตาลฟลุคโตส ที่อยู่ในอาหารต่าง ๆ นั้น ก็อาจทำให้เกิดโรคอ้วนได้เหมือนกัน เพราะมันไปกระตุ้นความรู้สึกอยากอาหาร จนทำให้เราต้องกินอาหารมากขึ้น และยังลดการเผาผลาญไขมัน โดยงานวิจัยนี้ ได้ศึกษาในผู้หญิงที่มีน้ำหนักในเกณฑ์มาตรฐานจำนวน 12 คน โดยเปรียบเทียบผลของการดื่มเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลฟลุคโตส กับเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลกลูโคส พบว่า เมื่อดื่มเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลฟลุคโตส จะลดปริมาณของทั้งฮอร์โมนอินซูลิน และฮอร์โมนแลปทิน ที่เป็นตัวการสั่งให้เกิดการเผาผลาญพลังงานหรือไขมัน รวมทั้งยังกระตุ้นสารเคมีบางตันในสมองจนทำให้เกิดคามรู้สึกอิ่ม ขณะเดียวกันก็พบว่า ปริมาณของฮอร์โมนเกรห์ลิน เพิ่มสูงขึ้น โดยฮอร์โมนตัวนี้ จะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกหิว หรือกระตุ้นความอยากอาหาร ส่งผลให้หิวง่าย และกินอาหารเพิ่มขึ้น ทำให้นักวิจัยคิดว่า ถ้ากินน้ำตาลฟลุคโตสในปริมาณมากและเป็นเวลานาน อาจะเป็นชนวนที่สั่งการให้ร่างกายนำเข้าอาหารเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งยังลดการเผาผลาญพลังงาน ก่อให้เกิดการสะสมของพลังงานและไขมัน ง่ายต่อการเกิดโรนคอ้วน เหมือนกันการกินอาหารที่มีไขมันสูงนั้นเอง
คัดลอกมาจาก MCOT for Ladies
|
|
LAST_UPDATED2 |
|
|
Written by
|
|
อังคาร, 15 มีนาคม 2005 00:00 |
|
นมสด นมเปรี้ยว และโยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์นมที่คนไทยนิยมบริโภคแพร่หลาย จะด้วยแรงโฆษณา หรือจากการแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการก็แล้วแต่
อย่างไรก็ตาม แม้คนไทยจะนิยมรับประทานผลิตภัณฑ์เหล่านี้ค่อนข้างมาก แต่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังไม่รู้ว่าคุณค่าทางอาหารของผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าให้ฟังว่า นมที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดมีคุณค่าทางอาหารแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าผู้ผลิตผสมสัดส่วนผลไม้ไว้ปริมาณเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคต้องการโปรตีนสูง ขอแนะนำผู้บริโภคเลือกดื่มนมจืดหรือนมสดและพร่องมันเนยมากกว่านมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ต เนื่องเพราะขณะที่นมเปรี้ยวและโยเกิร์ต มักจะมีส่วนผสมของผลไม้และน้ำตาลทำให้ผู้ดื่มได้คุณค่าทางอาหารน้อยกว่านมจืด
“นมที่วางจำหน่ายอยู่ทุกวันนี้ผ่านการรับรองจาก อย. นับได้ว่าเป็นอาหารปลอดภัย ทว่าผู้บริโภคที่กำลังเลือกผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มไม่ว่ายี่ห้อใดก็ตาม อยากให้อ่านฉลากด้านข้างบรรจุภัณฑ์ซะก่อนว่าแต่ละยี่ห้อมีสัดส่วนผสม นม ผลไม้ น้ำตาล จำนวนกี่เปอร์เช็นต์ ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าคุณและสมาชิกภายในครอบครัวได้รับคุณค่าจากนมอย่างแท้จริง” รศ.ดร.ประไพศรี แสดงความเห็นว่า ปัญหาของผู้บริโภคที่ผ่านมา มักจะเลือกซื้อสินค้าจากโฆษณาชวนเชื่อมากกว่าอ่านฉลากด้านข้าง แล้วอีกประการหนึ่งผู้ผลิตจะเขียนส่วนผสมตัวเล็กมาก ขณะที่ชื่อยี่ห้อตัวใหญ่ ควรเพิ่มขนาดตัวอักษรใหญ่ขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคอ่านชัดเจนขึ้น
รศ.ดร.ประไพศรี กล่าวต่อว่า จริงๆ แล้วนมสามารถดื่มได้ทุกเพศทุกวัย และวัยที่ควรดื่มนมเพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูก ก็คือคนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือนหรือหมดประจำเดือน เพราะช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่สูญเสียแคลเซียมในปริมาณมากดังนั้นต้องดื่มนมจะช่วยลดการสูญเสียแคลเซียมแล้วช่วยให้กระดูกแข็งแรง ไม่บาง เปราะ หักง่าย ควรดื่มอย่างวันละ 1-2 แก้ว ถ้าจะให้ดีควรออกกำลังกายควบคู่ไปกับดื่มนมด้วย
ด้านสง่า ดามาพงศ์ นักโภชนาการระดับ 9 กรมอนามัย และที่ปรึกษาสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย นักโภชนาการประจำกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า โยเกิร์ตและนมเปรี้ยว ที่รับประทานกันอยู่ทุกวันนี้ หลายคนคิดว่าเป็นคนละชนิดกัน แต่ความจริงนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต มีกรรมวิธีการผลิตเหมือนกัน แต่แบ่งได้เป็น ชนิดครีม ที่เราเรียกว่าโยเกิร์ต และชนิดพร้อมดื่ม ที่เราเรียกว่านมเปรี้ยว
กล่าวคือ นมทั้ง 2 ชนิดเกิดจากการนำนมมาหมักด้วยจุลินทรีย์ที่ไม่ทำให้เกิดโรค ซึ่งจุลินทรีย์จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและทำปฏิกิริยากับน้ำตาลแล็กโตส อันเป็นน้ำตาลธรรมชาติในน้ำนม และทำให้เกิดกรดแล็กติกที่มีรสเปรี้ยว โดยนมที่มีลักษณะเป็นครีมข้นเรียกว่า "โยเกิร์ต" แต่หากทำให้เหลวแล้วเติมน้ำตาล แต่งรสผลไม้เรียกว่า "นมเปรี้ยว"
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบแล้ว โยเกิร์ตและนมเปรี้ยวจะมีเนื้อนมน้อยกว่า "นมสด" โดยนมสดมีเนื้อนม 100% โยเกิร์ต และนมเปรี้ยวจะมีเนื้อนมเพียงร้อยละ 70-85 ทำให้เมื่อพูดถึงเรื่องสารอาหารแล้ว โยเกิร์ตและนมเปรี้ยวจะมีสารอาหารน้อยกว่า แต่ก็มีประโยชน์ในผู้ที่ไม่สามารถดื่มนมธรรมชาติได้ เพราะโยเกิร์ตและนมเปรี้ยว จะช่วยสลายน้ำตาลแล็กโตส เป็นผลดีต่อการย่อยอาหาร ช่วยในการขับถ่าย
ส่วนความนิยมในการดื่มนมเปรี้ยว และกินโยเกิร์ตเพื่อลดความอ้วนนั้น อาจารย์สง่าให้ความกระจ่างว่า การลดความอ้วนด้วยการกินเพียงนมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ตนั้น ไม่สามารถลดความอ้วนได้ เช่นเดียวกับการรับประทานอาหารสูตรลดความอ้วนหรือกินยาลดความอ้วนเพียงอย่างเดียว ซึ่งทำให้วิถีธรรมชาติในการรับประทาน การใช้ชีวิตผิดไป อาจเห็นว่าได้ผลชั่วคราวในช่วงเวลาแรกที่ปฏิบัติ เพราะเป็นการเปลี่ยนวิถีธรรมชาติที่ควรจะเป็น แต่คนเราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ตลอดชีวิต เมื่อหยุดวิถีที่ผิดไปก็จะเกิด โยโย่ เอฟเฟ็กต์ ทำให้กลับมาอ้วนเหมือนเดิม
ที่สำคัญคือ ในนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตที่ขายทั่วไปนั้น มักผสมน้ำตาล น้ำเชื่อม ผลไม้ หากร่างกายไม่สามารถเผาผลาญได้หมดก็จะกลายเป็นแคลอรีแปรเปลี่ยนให้ร่างกายอุดมไปด้วยไขมัน แทนที่จะเป็นหุ่นสวยงาม แม้ว่าในนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตจะมีแร่ธาตุ โปรตีน วิตามิน ก็ตาม
ดังนั้น จึงแนะนำว่า การลดความอ้วนที่ถูกต้อง จึงต้องควบคุมอาหาร พร้อมการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นวิธีการสร้างสมดุลให้แก่ร่างกาย โดยควบคุมอาหารเพื่อไม่นำพลังงานส่วนเกินเข้าสู่ร่างกาย และออกกำลังกายเพื่อนำแคลอรีที่สะสมในร่างกายออกไป
|
|
LAST_UPDATED2 |
|
Written by
|
|
พฤหัสบดี, 10 มีนาคม 2005 00:00 |
อาการเครียด เป็นอาการที่อาจแสดงโดยตรงและตรงกับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเครียด เช่น ความห่วงกังวล ความตื่นเต้น ความตกใจ ความประหม่า เคอะเขินหรืออาย ความโกรธ ความเกลียดหรือความไม่พอใจ ความรัก ความดีใจ ความรู้สึกหรืออารมณ์ต่างๆ ถ้าเกิดขึ้นมากหรือนานเกินไป ย่อมก่อให้เกิดความเครียด ซึ่งแสดงออกโดยอาการอื่นๆ
1. หน้ามืดเป็นลม เช่น ตื่นเต้นจนเป็นลม ตกใจจนเป็นลม 2. หน้าซีดหรือหน้าแดง เช่น ตกใจจนหน้าซีด โกรธจนหน้าซีดหรือหน้าแดง อายจนหน้าแดง 3. มือเท้าเย็นและอาจมีเหงื่อออกตามมือและเท้า เช่น เวลาตกใจ เวลาประหม่า หรืออาย 4. ใจเต้นใจสั่น หรือรู้สึกว่าใจเต้นแรงจนจะปะทุออกมานอกอก 5. ปวดศรีษะ มึนศรีษะ หรือรู้สึกศรีษะเบา ตัวเบา หรือรู้สึกโหวงๆ ไม่เป็นตัวของตัวเอง 6. หงุดหงิดง่าย โมโหง่าย หรือหาเรื่องผู้อื่นโดยไม่สมควร 7. นอนไม่หลับ หรือหลับยาก หลับแล้วต้องตื่นบ่อยๆหรือฝันทั้งคืน โดยเฉพาะมักฝันร้ายเสียด้วย 8. เบื่ออาหาร หรือเจริญอาหารผิดปกติ คนส่วนใหญ่เวลาเครียดจะเบื่ออาหาร(กินไม่ลง) ร่างกายจะผอมลงๆ แต่คนบางคนเวลาเครียดกลับกินมาก กินตลอดเวลาหรือกินบ่อย จนอ้วนขึ้นอย่างรวดเร็วได้ 9. ปวดท้อง ท้องเดิน ท้องเสียหรือท้องผูก อาหารปวดท้องนี้พบได้บ่อย แต่บางคนก็ท้องเสีย ถ่ายอุจจาระบ่อยๆพอหายเครียดก็ถ่ายเป็นปกติ บางคนเครียดแล้วท้องไม่ถ่ายเป็นเวลาหลายวันก็มี 10. ปัสสาวะบ่อย บางคนเครียดแล้วปัสสาวะบ่อย ที่เห็นชัด เช่น เวลาจะเข้าห้องสอบ หรือเข้าพบผู้ใหญ่ จะเกิดอาการปวดปัสสาวะขึ้นมาทันที หรือเวลาเข้านอนตอนกลางคืน ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อยๆซึ่งเกิดขึ้นเพราะนอนไม่หลับ ถ้าหลับสนิทคืนใด ก็ไม่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อยๆในคืนนั้น 11. อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เบื่อหน่าย(เซ็ง) ท้อถอยหรืออื่นๆ ทำให้ไม่มีกำลังที่จะทำงานต่างๆหรือบางครั้งแม้แต่การจะไปเที่ยวเตร่สนุกสนานก็ไม่อยากไป 12. หายใจไม่สะดวก หายใจขัด หายใจไม่เต็มปอด เหนื่อยหอบ หรืออื่นๆ ถ้าเป็นมากอาจมีอาการมือเท้าชาเหมือนเป็นเหน็บต่อมานิ้วเท้าจะแข็งเกร็ง ต่อมาแขนขาจะแข็งเกร็งและเกิดอาการปวดเมื่อยทั้งตัวได้
เครียดแล้วมีแต่เกิดโรค เป็นนั่นเป็นนี่โดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว และถ้าหากเริ่มรู้ว่านี่เรากำลังเครียดแล้ว...พยายามสักนิดลดๆลงบ้างนะคะ ออกไปเดินเล่น สูดอากาศบริสุทธิ์สักพัก พักเรื่องเครียดเอาไว้สักห้านาทีสิบนาที แล้วค่อยๆกลับมาคิดต่อ (ไม่ใช่กลับมาเครียดต่อนะคะ) |
|
LAST_UPDATED2 |
|
|
|
|
<< Start < Prev 1 2 3 4 5 6 Next > End >>
|
|
JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL |