|
Written by
|
|
พฤหัสบดี, 10 มีนาคม 2005 00:00 |
“พริกไทยดำ” เป็นหนึ่งในเครื่องเทศไทยที่ได้รับนิยมมาก ทำอาหารไทยเมื่อใดก็เมื่อนั้นขาดกันเสียไม่ได้ กลิ่นหอมและรสชาติเผ็ดร้อนนิดๆ เร้าใจเสมอเมื่อได้ลิ้มรส แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนจากเครื่องเทศที่เคยใช้เพิ่มรสอาหาร ได้ถูกนำมาบริโภคเพื่อความงามแทน ด้วยเชื่อว่าจะช่วยเผาผลาญส่วนเกินของร่างกายออกมาได้ จะมีใครรู้บ้างว่าการกิน “พริกไทยดำ” ในปริมาณมากๆ ต่อเนื่องกัน เพื่อเสริมความงามนั้นเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
ล่าสุดนักวิจัยรามาฯ เตือนการกิน “พริกไทยดำ” มากๆ ต่อเนื่องกัน เพื่อเสริมความงามเสี่ยงเป็นมะเร็ง เพราะได้รับ “สารอัลคาลอยด์” สะสม แต่การกินตามปกติเพื่อชูรสใส่พริกไทยดำเพียงเล็กน้อย ร่างกายขับออกได้ เรียกร้องคนไทยอย่ากินตามปาก ควรกินอย่างมีสติ ชี้อาหารมีทั้งสารที่เป็นประโยชน์และก่อโทษในร่างกาย หวั่นกระแสแฟชั่น “เคี้ยวหมาก” จะลามสู่คนไทย ซึ่งเด็กและผู้ใหญ่อินเดีย ปากีสถาน ไต้หวันนิยมมาก เนื่องจาก “ลูกหมาก” มีสารก่อมะเร็ง
ศ.ดร.วรนันท์ ศุภพิพัฒน์ จากสำนักวิจัยคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า อาหารเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะผ่านการย่อย การดูดซึม นำไปใช้ประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต เสริมสร้างร่างกาย รวมทั้งซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ผู้ที่ได้รับอาหารและโภชนาการที่ดี ร่างกายจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หากกินอาหารไม่ถูกส่วน หรือได้รับสารพิษ สารแปลกปลอมวัตถุเจอปนอาหารมากเกินไป ทำให้ร่างกายไม่พัฒนา เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ฉะนั้นการบริโภคอาหารจึงควรมีสติ มิใช่กินตามปาก ซึ่งอาหารที่คนบริโภคมี 2 แหล่งใหญ่ คือ พืชและสัตว์ มีสารอาหารสำคัญคือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่นอกจากนั้นอาหารยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ แต่ไม่ใช่สารอาหารพบมากในธัญพืช ผัก ผลไม้ เช่น สารไฟโตเอสโตรเจน แคโรทีนอยด์ ใยอาหาร ซึ่งสารเหล่านี้มีข้อมูลทางวิชาการว่า เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดการเป็นมะเร็ง หากรับประทานในสัดส่วนที่เหมาะสมร่างกายจะแข็งแรง ไม่เจ็บไข้
ศ.ดร.วรนันท์ กล่าวว่า อาหารมีสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และมีสารเป็นพิษต่อร่างกายด้วย เช่น ปลาปักเป้าสร้างพิษเทโทรโดทอกซิน ทำลายการทำงานของเส้นประสาท ชาที่ปลายประสาทถึงเสียชีวิตได้ เห็ดพิษ เช่นเห็ดระโงกหิน ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน หน่อไม้ มันสำปะหลัง มีไซยาไนด์ พบในรูป “ไกลโคไซ” เนื่องจากไปรวมกับสารชนิดอื่น ๆ มันฝรั่ง มีสารพิษ “โซลานิน” เกิดพิษต่อระบบประสาท มันฝรั่งที่ปอกเปลือกจะมีสารพิษนี้น้อยกว่าและมันฝรั่งที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อนจะมีสารพิษนี้ปริมาณสูง ยิ่งมันฝรั่งแตกหน่อมีรากงอกยิ่งมีสารพิษโซลานินสูงมาก ควรทิ้งไปทั้งลูก อย่าเฉือนออกแล้วนำส่วนที่เหลือมาบริโภค เนื่องจากสารพิษซึมทั่วหัวมันฝรั่งแล้ว นอกจากนี้ ในพริกไทยดำมีสาร “อัลคาลอยด์ ไพเพอร์ริน” เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งในกลุ่มของเอนไนโตรโซไพเพอร์ริดีน (N nitroso piperidine)
“มะเร็งเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายชนิดร่วมกัน ทั้งปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม เช่น สารเคมี รังสี ไวรัส พวกพยาธิใบไม้ตับทำให้เป็นมะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งตับ วิถีการใช้ชีวิตสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินอาหารมีสารก่อมะเร็ง ปัจจัยในร่างกายเราที่เลี่ยงไม่ได้เช่น กรรมพันธุ์ ระบบภูมิคุ้มกัน ภาวะโภชนาการ ในคนอ้วนเสี่ยงมะเร็งระบบทางเดินอาหาร”ศ.ดร.วรนันท์ กล่าว
ศ.ดร.วรนันท์ กล่าวด้วยว่า "สารก่อมะเร็งในกลุ่มของเอนไนโตรโซไพเพอร์ริดีน (N nitroso piperidine) เกิดจาก สาร “อัลคาลอยด์ ไพเพอร์ริน” ในพริกไทยดำทำปฏิกิริยากับกลุ่มไนโตรเจน ควรลดหรืองดการบริโภคพริกไทยดำ อย่างไรก็ตาม การบริโภคตามปกติในแต่ละวันจะได้รับสารนี้น้อยมาก เพราะพริกไทยดำเป็นเพียงตัวชูรส เพิ่มรสชาติ แต่สำหรับผู้ที่ใช้พริกไทยดำเพื่อเสริมความงาม บริโภคครั้งละมาก ๆ เป็นเวลานานติดต่อกัน เป็นการสะสมสารเป็นพิษ มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูง"
นอกจากนี้ ลูกหมาก ก็มีสารอัลคาลอยด์สูงเช่นกัน โดยสารนี้ทำให้เนื้อเยื่อช่องปากอักเสบและเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งช่องปาก ซึ่งปัจจุบันพบว่า ประเทศอินเดีย ปากีสถาน ไต้หวัน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ นิยมเคี้ยวหมากมากขึ้น บางแห่งกลายเป็นกระแสแฟชั่นตามสมัยนิยม การเคี้ยวหมาก 1 คำ ประกอบด้วยใบพลู ลูกหมาก ปูน ยาเส้น และส่วนประกอบอื่น ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ สารเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดความระคายเคืองจึงควรรณรงค์ให้ประชาชนทราบ และเป็นเรื่องดีที่ประเทศไทย ความนิยมเคี้ยวหมากลดลงแล้ว |
|
LAST_UPDATED2 |
|
|
Written by
|
|
พฤหัสบดี, 10 มีนาคม 2005 00:00 |
ช่วงนี้มีการออกมาพูดถึงโทษของการบริโภคน้ำตาลกันค่อนข้างมาก หากให้เดาถึงสาเหตุคงเป็นเพราะรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนไป แต่จะว่าไป“น้ำตาล”ก็เป็นส่วนหนึ่งของใครต่อหลายคน หลับตานึกภาพดู เช้าตื่นขึ้นมาดื่มกาแฟหรือโกโก้สักแก้วคุณใส่น้ำตาลลงไปกี่ช้อน ทำกับข้าวอาหารทุกจานล้วนแล้วแต่มีน้ำตาลเป็นเครื่องปรุงทั้งสิ้น จึงเป็นเหตุให้ชีวิตไม่สามารถหลีกหนีความหวานไปได้
ต้องยอมรับว่าเรากินกันจนเกิดความเคยชินไปเสียแล้ว มีเรื่องที่เหลือเชื่อว่า “น้ำตาล” มีผลต่ออารมณ์ก้าวร้าว คุณเชื่อหรือไม่ ขอแนะนำให้ลองสำรวจอารมณ์ของตนเองบ้าง ว่ามีภาวะอารมณ์ก้าวร้าวบ้างหรือไม่ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า “น้ำตาล” ที่มีรสหวานอร่อยลิ้นนั้น จะมีผลร้ายต่อระบบประสาทและภาวะอารมณ์ของคนเรา ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น ซึมเศร้า ก้าวร้าว ต่อต้านสังคม หรือ อาจจะรุนแรงถึงขั้นก่ออาชญากรรมไปเลยก็ได้ เคยได้ยินคนรุ่นก่อนบอกบ้างหรือไม่ว่าอย่าเลี้ยงหมาด้วยนมข้นหวานเพราะจะทำให้มันดุร้ายมาก
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ได้อธิบายถึงการทำงานของน้ำตาลที่ไปมีผลต่ออารมณ์เอาไว้ว่า เมื่อน้ำตาลจำนวนมากเข้าไปในร่างกาย มันจะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น แล้วตับอ่อนก็จะหลั่งอินซูลินออกมา เพื่อขับน้ำตาลในเลือดส่วนเกินออกไป จนกระทั่งระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ก่อให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Hypoglycemiaในภาวะดังกล่าว Cerebrum ซึ่งเป็นสมองส่วนที่สัมพันธ์กับการเรียนรู้ การคิดค้น พฤติกรรม จิตสำนึก และสติสัมปชัญญะ ก็จะปิดตัวลง พลังงานของสมองก็จะส่งผ่านไปยังก้านสมองซึ่งควบคุมสัญชาติญาณและกิริยาอาการดั้งเดิมของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความก้าวร้าว รุนแรง ไร้เหตุผล ทำให้คนที่เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำสามารถทำอะไรโดยไม่ทันยั้งคิดได้ง่ายขึ้น
"ของหวาน" สาเหตุของความเสื่อมทั้งหลาย
คนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ป่วยเบาหวานเท่านั้น หมายถึงทุกคนที่ชอบรับประทานขนมหวาน ผลไม้หวาน น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ฯลฯ จะทำให้อวัยวะในร่างกายเสื่อมเร็วกว่าปกติ ทำให้แก่เร็ว ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง เบาหวาน กระดูกพรุน อ้วน เนื้องอก และมะเร็ง น้ำตาลจะทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกด้วยไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไรก็ตาม เช่น ถ้าดื่มนมจนเป็นภูมิแพ้ ภูมิแพ้จะรุนแรงเป็น 2 เท่าถ้าเรากินหวานด้วย เพราะ "เชื้อโรคทุกตัวใช้น้ำตาลเป็นอาหาร"
บางคนเข้าใจว่าน้ำตาลทรายแดงไม่เป็นอันตราย ความจริงน้ำตาลทรายแดงดีกว่าน้ำตาลทรายขาวที่มีวิตามิน B และไม่มีอันตรายจากสารฟอกขาว แต่อันตรายจากความหวานนั้นมีเท่ากัน ทุกอย่างที่หวานเป็นอันตรายต่อทุกคนที่กิน คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมีโอกาสเป็นอันตรายจากหวานลดลง แต่ปริมาณน้ำตาลที่พอดี ร่างกายไม่เกิดอันตรายคือวันละ 10 ช้อนสูงสุด ในแต่ละวันนี้เราทุกคนได้เกิน เพราะเราได้จากหลายอย่าง เช่น ในโอวัลติน 1 แก้ว มีน้ำตาล 2 ช้อน น้ำอัดลม 1 ขวดเล็กมีน้ำตาล 6 ช้อน น้ำส้มคั้นไม่ใส่น้ำตาลมี น้ำตาล 4 ช้อน โอเลี้ยงหรือกาแฟมีน้ำตาล 2 ช้อน เป็นต้น จากเฉพาะเครื่องดื่มในแต่ละวันเราก็ได้รับน้ำตาลเกินแล้ว
รู้อย่างนี้แล้วก็ใช่ว่าจะเลิกกินเลิกใช้ไปเสียทีเดียว เอาเป็นว่ากินน้อยๆ หน่อยก็แล้วกัน เพราะทุกอย่างในโลกล้วนมีสองด้าน เมื่อมีโทษแล้วก็ย่อมมีคุณ ด้านคุณค่าเป็นที่รู้กันอยู่ว่าน้ำตาลเป็นอาหารสำคัญที่ให้พลังงาน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของผลึกสีขาว หรือสีน้ำตาลแดงก็ตาม มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “ซูโครส”
ทางวิทยาศาสตร์มีน้ำตาลมากมาย เช่น กลูโคสและฟรักโทส มีในพืชและสัตว์และผลไม้ แล็กโทสมีในน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พืชสีเขียวสร้างน้ำตาลได้ด้วยแสงแดด อากาศ และน้ำ ด้วยวิธีที่เรียกว่า การสังเคราะห์ด้วยแสง กลูโคสเป็นน้ำตาลที่สำคัญที่สุด มีอยู่ในเลือดของสัตว์ และในน้ำเลี้ยงของพืช
น้ำตาลทุกชนิดมีสารประกอบเคมีจำพวกคาร์โบไฮเดรต ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน ถ้าเอากรดซัลฟิวริก หรือกรดกำมะถันชนิดเข้มข้น ใส่ลงในน้ำตาลทรายสีขาว กรดจะดูดน้ำออกไปจากน้ำตาลทรายเหลือแต่ถ่านสีดำ สารสังเคราะห์บางชนิดไม่ใช่คาร์โบไฮเดรตแต่มีรสหวานจัด เช่น แซ็กคาริน และแอสพาร์แทม มีรสหวานราว 300 และ 200 เท่า ของน้ำตาลทรายตามลำดับ ใช้แทนน้ำตาลได้เฉพาะในเรื่องของความหวาน เรียกสารพวกนี้ว่า น้ำตาลเทียม ทุกวันนี้แอสพาร์แทม เป็นที่นิยมมากกว่า แซ็กคาริน เพราะยังไม่พบว่ามีอันตรายต่อคน มีของดื่มหลายอย่างที่ใส่แอสพาร์แทม เช่น น้ำอัดลมบางชนิด น้ำผลไม้ผง ลูกกวาด
แต่ที่แน่ๆ ถ้ากินน้ำตาลมากๆ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือเอวจะหายไปไม่รู้ตัว รายงานล่าสุดพบว่าคนไทยติดกินหวานจัดเฉลี่ยแล้วคิดเป็นคนละ 30 กก.ต่อปี มากขึ้นกว่าเท่าครึ่งของปีที่ผ่านมา ที่สำคัญส่วนใหญ่ไม่ได้บริโภคในรูปของน้ำตาล แต่ได้รับแฝงในรูปอาหาร เครื่องดื่ม เช่น นอกจากนั้นพบว่า คนไทยนิยมบริโภคอาหารที่ใส่น้ำตาลมากขึ้นทั้งอาหารคาว อาหารหวาน ส่งผลให้คนไทยอ้วน เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดและหัวใจตีบตัน เป็นต้น
สำหรับคนอ้วนทั้งที่เริ่มอ้วนหรืออ้วนแล้วนั้นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการควบคุมน้ำหนักไม่ใช่ไขมัน แต่เป็นน้ำตาล เพราะต่อให้ระมัดระวังควบคุมไขมันมากขนาดไหน แต่ถ้ายังเติมน้ำตาลไม่ยั้งมือก็จะส่งต่อสุขภาพได้เช่นกัน หลายคนประมาทพวกอาหารไขมันต่ำ หรือไม่มีไขมัน อาหารพวกนี้ก็สามารถทำให้คุณอ้วนได้ถ้ามีน้ำตาลฟรุกโตส อยู่ในปริมาณมาก เพราะร่างกายเราดูดซึม อาหารพวกนี้ได้เร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตามกลไกร่างกายแล้ว ตับอ่อนจะผลิตอินซูลินออกมาเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ความจริงที่โหดร้ายก็คือ ถ้าเราไม่ได้ใช้พลังงานมากพอ น้ำตาลก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมไว้ในร่างกาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สมัยนี้เรามักจะพบลูกเด็กเล็กแดงตัวอ้วนกลมจ้ำม่ำน่ารักน่าชัง แต่นั้นคือสัญญาณเตือนภัยที่สารพัดโรคจะเข้ามารุมเร้าโดยที่เราไม่รู้ตัว
แพทย์เผยปัจจุบันมีคนไทยเป็นโรคแทรกซ้อนจากโรคอ้วนมากขึ้น
ศ.น.พ.สุรัตน์ โกมินทร์ แพทย์วิชาอายุรศาสตร์ รพ.รามาธิบดี เผยว่า คนไข้ที่มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วนเข้ารับการรักษาที่ รพ.รามาธิบดีเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่อาการปวดเข่า นอกจากนั้นผู้หญิงอ้วนยังมีโอกาสเป็นเบาหวาน ถึง 8 เท่าของคนที่ไม่อ้วน ผู้ชายอ้วนมีโอกาสเป็นเบาหวาน 5 เท่าของคนที่ไม่อ้วน นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงกับการเป็นโรคไขมันในเลือดสูง รวมทั้งคนที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไปหากอ้วนมีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดีเกิน 100 เปอร์เซ็นต์
ยังพบว่าข้อสรุปเสื่อมอาการปวดหัวเข่าเป็นอาการที่ทำให้คนอ้วนมาหาแพทย์บ่อยที่สุด เกินร้อยละ 60 เพราะมีปัญหามากกว่าครึ่งหนึ่ง บางคนมีอาการปวดข้อเท้า ทั้งยังมีอาการเสี่ยงต่อการเป็นโรคเก๊าท์ นอกจากนี้ระบบโฮโมนในร่างกายยังผิดปกติด้วย
จริงอยู่ที่อาหารรสหวาน ทำให้ชีวิตมีรสชาติ ทำให้รู้สึกสดชื่นกระชุ่มกระชวย แต่การทานน้ำตาลมากเกินไปน่าจะเป็นโทษมากกว่าเป็น ประโยชน์ เพราะน้ำตาลที่ผ่านการฟอกขาว ถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ง่าย พอระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อวัยวะที่จะต้องหัวหมุนก็คือตับอ่อน ที่จะต้องทำงานหนัก ทางออกที่ดีที่สุดคือลดความหวานลงหน่อย
ถ้าเลิกไม่ได้ก็เปลี่ยนมากินน้ำตาลแบบที่ยังไม่สกัดแทน เพราะผักหรือผลไม้ที่มีรสหวาน จะมีไฟเบอร์ น้ำ และแร่ธาตุอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ และมีกากอาหารที่ร่างกาย ไม่สามารถดูดซึมได้ทั้งหมด ถ้าเป็นไปได้ ลองเลิกทานน้ำตาลสัก 2-3 วันจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น โดยเฉพาะสำหรับบางคนที่มักจะทานน้ำตาลในปริมาณมาก อาจจะรู้สึก หงุดหงิดสักหน่อย แต่ยิ่งเลิกยากเท่าไหร่ เวลาเลิกได้จะยิ่งรู้สึกดีมากขึ้นเท่านั้น
...ลองทำดูเพื่อสุขภาพ อย่าปล่อยให้เกิดความเคยชินจนเป็นบ่อนทำลายคุณเอง
|
|
LAST_UPDATED2 |
|
Written by
|
|
พุธ, 09 มีนาคม 2005 00:00 |
สาวน้อยวัยอนุบาลเริ่ม “อยากผอม” โดย ผู้จัดการออนไลน์
บีบีซีนิวส์ - นักวิจัยออสเตรเลียเผยผลการศึกษาน่าตกใจ เด็กหญิงอายุแค่ 6 ขวบเริ่มเป็นกังวลเรื่องรูปร่างกันแล้ว โดยเชื่อว่าถ้ารักษาความผอมเพรียวไว้ได้จะทำให้ใครๆ หันมาชอบมากขึ้น คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลินเดอร์ส ในออสเตรเลีย ทำการสัมภาษณ์เด็กหญิงอายุ 5-8 ปีจำนวนกว่า 80 คน และได้ผลการศึกษาที่น่าตกใจมาเผยแพร่ในวารสารบริติชเจอร์นัลออฟดิเวลอปเมนทัลไซโคโลจี พวกเขาพบว่าเด็ก 47% อยากจะผอมกว่าที่เป็น และส่วนใหญ่เชื่อว่าถ้าผอมลงได้พวกเธอจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสาวๆ เหล่านี้ยังอายุน้อย นักวิจัยจึงให้พวกเธอตอบคำถามจากความเข้าใจมากกว่าประสบการณ์ตรง เกี่ยวกับการล้อเลียนและความชอบอันเนื่องมาจากรูปร่าง และถามด้วยว่าสาวน้อยทั้งหลายรู้เกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนักมาแค่ไหน เด็ก 45% ตอบว่าจะทำการไดเอตหากน้ำหนักขึ้นโดยเฉพาะเด็กกลุ่มอายุมากกว่า ทั้งนี้ เด็กหญิงส่วนใหญ่เชื่อว่าถ้าผอมแล้วจะเป็นที่ชื่นชอบมากขึ้น แต่ก็มีไม่กี่คนที่กังวลเรื่องรูปร่างจนหยิบเรื่องนี้ไปปรึกษากับเพื่อน ขณะที่เด็กวัย 5 ขวบส่วนใหญ่ยังไม่รู้สึกไม่ชื่นชอบรูปร่างตัวเอง
เฮย์ลีย์ โดนท์ ผู้นำการวิจัยกล่าวว่า "สมัยก่อนงานวิจัยมักจะเน้นไปที่กลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มจะมีความรู้สึกไม่พอใจในรูปร่าง แต่ตอนนี้มีหลักฐานเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเด็กหญิงวัยก่อนวัยรุ่นก็เริ่มกังวลเรื่องรูปร่างและอยากผอมกันแล้ว" โดนท์เสริมด้วยว่าการวิจัยก่อนหน้ามักเน้นที่อิทธิพลของพ่อแม่ในฐานะผู้ให้ข้อมูลหลักแก่เด็กเล็กๆ แต่การที่เด็กเริ่มสนใจรูปร่างกันตั้งแต่วัย 5-7 ขวบอันเป็นวัยเข้าโรงเรียน แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของเพื่อนในเด็กกลุ่มนี้ ทั้งนี้ โดนท์เผยว่าอิทธิพลของเพื่อนเป็นปัจจัยที่มีนักวิจัยให้ความสำคัญมากในการศึกษาเกี่ยวกับวัยรุ่น แต่ส่วนใหญ่จะคิดว่าไม่มีความสำคัญมากในกลุ่มเด็กเล็ก
ด้านโฆษกสมาคมความผิดปกติจากการกินของอังกฤษเผยว่ารู้สึกกังวลแต่ไม่ประหลาดใจกับผลการสำรวจนี้ โดยระบุว่าเคยมีรายงานเด็กที่เป็นโรคเบื่ออาหารตั้งแต่อายุเพียง 8 ปีเท่านั้น ซึ่งการที่เด็กเริ่มไม่พอใจในรูปร่างของตัวเองน่าจะมีผลมาจากไม่เคารพตัวเอง รวมถึงภาพลักษณ์ที่เห็นในสื่อ แรงกดดันจากเพื่อน และสถานการณ์ในครอบครัว |
|
LAST_UPDATED2 |
|
|
Written by
|
|
พุธ, 09 มีนาคม 2005 00:00 |
รอยเตอร์ - ผลวิจัยชี้ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อยในช่วงวัยกลางคน ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์เมื่อแก่ตัวลงได้ถึง 50% มิอา คิวิเพลโต ผู้เชี่ยวชาญโรคอัลไซเมอร์ของศูนย์วิจัยเกอรอนโตโลยีในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เพิ่มเติมว่า ผลการศึกษาหลายฉบับระบุว่า คนที่ความดันโลหิตและคลอเรสเตอรอลสูง และเป็นโรคอ้วน มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์และสมองเสื่อมมากกว่าคนที่ใช้ชีวิตถูกหลักสุขอนามัย อนึ่ง ก่อนหน้านี้ มีรายงานจากสถาบันมากมายบ่งชี้ว่า คนสูงวัยที่เดินเล่นสม่ำเสมอ มีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมน้อยลง นอกจากนั้น การที่เปิดโอกาสให้สมองได้ทำงาน เช่น อ่านหนังสือ และเล่นปริศนาอักษรไขว้ ก็ช่วยชะลอความเสื่อมถอยของสมองได้เช่นกัน |
|
LAST_UPDATED2 |
|
Written by
|
|
พุธ, 09 มีนาคม 2005 00:00 |
เชฟหนุ่มชื่อดังแนะเด็กอังกฤษหม่ำ"แกงไก่" ดีกว่าจังก์ฟู้ด เชฟหน้าละอ่อนชาวอังกฤษ ชวนเด็กๆมากินแกงไก่แทนอาหารขยะ
เอเอฟพี - เจมี่ โอลิเวอร์ เชฟชื่อดังซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั่วอังกฤษ ออกรณรงค์ต่อต้านการให้บริการอาหารอาหารขยะ หรือจังก์ฟูดตามโรงเรียนในอังกฤษ ซึ่งเท่ากับจี้ให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ ต้องปรับปรุงมาตรฐานโภชนาการของอังกฤษให้ดีขึ้น
เจมี่ โอลิเวอร์ พ่อครัววัย 28 ปี เจ้าของลีลาสุดมันในรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ ออกโครงการกระตุ้นให้เด็กในอังกฤษ ปฏิวัติการรับประทานอาหารขยะแบบเดิม ๆ โดยได้นำเสนอรายการใหม่ชื่อรายการ "Jamie's school dinners" ซึ่งถ่ายทำในโรงอาหารของโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองกรีนิช ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน โดยเขาจะเป็นคนทำอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่ราคาต่ำสำหรับนักเรียน พ่อครัวลูกสอง เผยว่าต้องการให้เริ่มการบริการอาหารสุขภาพราคาถูกสำหรับนักเรียน และขอให้เด็กเลิกรับประทานอาหารไขมันสูงอย่างแฮมเบอร์เกอร์และมันฝรั่งทอดได้แล้ว ทั้งนี้เขากล่าวว่า เมนูอาหารตามโรงเรียนต่างๆนั้น มักเต็มไปด้วยอาหารเค็มจัด หวาน และมีไขมันสูงมากเกินไป ขณะที่นักโภชนาการเห็นด้วยว่า อาหารที่โรงเรียนไม่มีผักและผลไม้ และแทบไม่มีอาหารที่มีวิตามินซีซึ่งสำคัญต่อร่างกายของเด็ก ๆ ด้วย แกงไก่ อาหารไทยที่เชฟหนุ่มบอกว่าเป็นอาหารสุขภาพ การศึกษาของนักโภชนาการยังพบว่า เด็กอังกฤษอายุไม่ถึง 11 ปี ร้อยละ 15 มีปัญหาเรื่องโรคอ้วน ยิ่งไปกว่านั้นเด็กๆ มักรับประทานขนมขบเคี้ยว หน้าเครื่องเล่นเกมอย่างใจจดใจจ่ออยู่ที่บ้าน ทั้งนี้ พ่อครัวหนุ่มนักรณรงค์ยังเสนอให้หันมาบริโภคแกงไก่ของไทย และพาสต้าผักขม ซึ่งจัดว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพด้วย
"เมื่อ 20 ปีก่อน รัฐบาลล้มเลิกความรับผิดชอบกับการจัดการโภชนาการที่ดีและไม่จัดการกับอาหารที่บริการให้เด็กในโรงเรียน ทำให้ 20 ปีที่ผ่านมา คุณภาพของอาหารก็ต่ำลงๆ เรื่อยๆ" พ่อครัวหน้าละอ่อน ซึ่งเป็นผู้เขียนตำรับอาหารหลายเล่มซึ่งได้รับความนิยมมากมาย และยังเป็นเจ้าของร้านอาหารในกรุงลอนดอน กล่าว |
|
LAST_UPDATED2 |
|
|
|
|
<< Start < Prev 1 2 3 4 5 6 Next > End >>
|
|
JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL |